สีของเปลวไฟที่เกิดจากไอออนของโลหะ

โดยปกติเปลวไฟจะมีสีออกส้ม ๆ แดง ๆ เหลือง ๆ หรือที่เราเรียกว่า สีเพลิง แต่สำหรับสีของเปลวไฟในห้องทดลองที่แตกต่างออกไป เช่น สีเขียว สีฟ้า อาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมเปลวไฟจึงมีสีแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ใส่สีอะไรผสมลงไปหรือเปล่า หรือนักวิทยาศาสตร์มีเวทมนตร์เปลี่ยนสีของเปลวไฟได้กันแน่   คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ เพราะสีแปลก ๆ ของเปลวไฟที่เราเห็นนั้น เกิดจากการเผาไหม้ของธาตุโลหะต่างชนิดกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาไขปริศนาเกี่ยวกับสีของเปลวไฟที่เกิดจากไอออนของโลหะ ใครที่เคยสงสัยต้องตั้งใจอ่านบทความนี้โดยด่วน เพราะวิทยาศาสตร์อาจไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง แต่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละค่ะ ภาพ : Shutterstock   หากเราเปิดตารางธาตุดูจะพบว่า ธาตุส่วนใหญ่บนตารางธาตุเป็นธาตุโลหะ ซึ่งโดยทั่วไปมีสมบัตินำไฟฟ้าและความร้อนได้ดี มีจุดหลอมเหลวสูง และมีลักษณะมันวาว อะตอมของธาตุที่เป็นโลหะจะมีการสูญเสียอิเล็กตรอนออกไปได้ง่ายเนื่องจากอิเล็กตรอนอยู่กันอย่างอิสระ จึงทำให้อะตอมของโลหะกลายเป็นไอออนบวก และเมื่อธาตุโลหะเหล่านี้รวมตัวกับธาตุอื่น ๆ ในตารางธาตุจนเกิดเป็นสารประกอบ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราทดสอบสารประกอบซึ่งมีธาตุโลหะเป็นองค์ประกอบได้ ก็คือ การเผาเพื่อตรวจดูสีของเปลวไฟ หรือที่เรียกว่า FlameTest   การเผาเพื่อตรวจดูสีของเปลวไฟ หรือ FlameTest เป็นการตรวจสอบและวิเคราะห์ […]

สีของอุณหภูมิบอกอะไร Color Temperature

color temperature ค่าอุณหภูมิของสีที่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิความร้อน อุณหภูมิสี (color temperature) หมายถึงสีที่เกิดขึ้นจากการให้ความร้อนผ่านวัตถุสีดำหรือเผาไหม้วัตถุสีดำ เมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นที่วัตถุสีดำ วัตถุนั้นๆก็จะมีการดูซับความร้อน จนได้ในระดับต่างๆ สีจะเป็นแปลงไปตามอุณหภูมิที่ได้รับ (การเผาไหม้จะเป็นวัตถุ-โลหะสีอื่นก็ได้ ที่เปรียบเทียบให้เป็นสีดำเพราะไม่มีการสะท้อนแสง จึงทำให้ได้สีที่เกิดขึ้นตรงกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ตัววัตถุ) เรามาดูกันว่าค่าอุณหภูมิองศาเคลวินเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับองศาเซลเซียสเพื่อประกอบความเข้าใจในอุณหภูมิ เริ่มจากที่ค่า 0k องศาเคลวินจะมีค่าเท่ากับ -273 ํC(องศาเซลเซียส) ค่าของสีที่มักเขียนมากับหลอดไฟชนิดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เขียนกำกับไว้กับหลอดไฟLED เรามีวิธีการดูค่าสีง่ายๆจากโทนสี ว่าอยู่ในช่วงอุณหภูมิเท่าไหร่ หากทำการทดลองให้ความร้อนไปที่วัตถุสีดำในระดับต่างๆจะทำให้เกิดสีดังนี้ – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 2000เคลวิน จะได้แสงโทนสีแดง – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 3000เคลวิน จะได้แสงโทนสีแดงอมส้ม – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 3500เคลวิน จะได้แสงโทนสีส้ม – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 5000เคลวิน จะได้แสงโทนสีแสงสว่างอมเหลืองนิดๆ – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 5500เคลวิน จะได้แสงโทนสีขาว – เมื่อให้ความร้อนจนทำให้วัตถุสีดำร้อนไปที่ระดับ 8000เคลวิน จะได้แสงโทนสีน้ำเงิน อุณหภูมิในช่วงต่างๆที่เกิดการเปล่งแสงสีสันต่างๆขึ้นมาเป็นอุณหภูมิสี color temperature มีหน่วยเป็น K องศาเคลวิน […]

ทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้ SE SAVER

              หากจะเลือกซื้อเครื่องมือหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในโรงงานอุตสาหกรรม ก็ต้องเลือกเครื่องมือที่คุ้มค่า คุณภาพดีและตอบโจทย์ในการทำงานรวมถึงความปลอดภัยในการใช้งาน แต่หากจะเลือกเครื่องมือ เครื่องจักรดีๆ ก็ต้องประหยัดในการใช้พลังงานด้วย จะทำให้การเสียค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของผู้ประกอบการลดลงไปด้วย เพราะฉนั้นไม่ใช่ว่าจะหาเครื่องมือกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องดูมาตฐานและความคุ้มค่าในการทำงานนั้นๆ ด้วย   SE SAVER เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการเชื่อมด้วยเปลวไฟโดยใช้แก๊สได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ควบคุมการจุดแก๊สด้วย Solenoid Valve สามารถเชื่อมแก๊สได้ทุกประเภท มาตรฐานคุณภาพจากญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงต้องเลือก SE SEVER – เพราะช่วยให้คุณประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น ลดต้นทุนในการใช้แก๊ส ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสามารถในการผลิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ – ใช้งานง่ายปลอดภัยกว่าเดิม เหมาะสำหรับการใช้งานเชื่อมแก๊สทุกประเภท สะดวกในการใช้งาน – สามารถใช้งานกับเชื้อเพลิง LPG, Acetylene และมีอุปกรณ์เสริมเพื่อควบคุม Nitrogen – หาก Torch ตกจากที่แขวนในเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวหรืออุบัติเหตุโดยไม่คาดคิด ทำให้อุปกรณ์ ตกลงมา แก๊สจะหยดุ การทำงานทันทีเนื่องจากมีระบบ Flame Check ทำให้ […]

ประโยชน์ของหน้ากากเชื่อม แว่นตาเชื่อม

หน้ากากเชื่อมหรือแว่นตาเชื่อม เป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานประเภทก่อสร้าง หรืองานเชื่อมต่างๆ ซึ่งหน้ากากเชื่อมมีมากมายหลากหลายรุ่น หลายแบบ และหลายราคา รวมถึงแว่นตาเชื่อมด้วย ซึ่งมีออกมาให้ผู้ใช้สามารถเลือกนำมาใช้งานได้ตามที่ต้องการ เช่น หน้ากากเชื่อม หน้ากากปรับแสง หน้ากากปรับแสงอัตโนมัติ และแว่นตากันแสงจากงานเชื่อม   หน้ากากเชื่อม หรือแว่นตาเชื่อมเป็นอุปกรณ์ในการป้องกันแสงเชื่อม โดยการใช้งานในลักษณะเดียวกันคือการป้องกันแสงจากงานเชื่อม โดยขึ้นอยู่กับความสะดวก และความถนัดของผู้ใช้งาน งานเชื่อมต่างๆ มักก่อให้เกิดแสงที่จ้า ควัน ฝุ่นละอองซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งดวงตาและผิวหนังผู้ใช้ แสงที่เกิดจากการเชื่อมนั้นอาจแค่ทำให้ตาพร่า แสบตา หรือน้ำตาไหลขณะหลับตาแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่แสงที่แผ่ออกมาขณะทำการเชื่อมเท่านั้น แต่ส่วนที่อันตรายที่สุดจริงๆ ที่ออกมาจากการทำงานเชื่อม คือ ฟูม ซึ่งก็คือไอระเหยจากธาตุโลหะหนัก รวมไปถึงยังมีรังสีบางชนิดที่ตาเปล่ามองไม่เห็นอาจก่อให้เกิดอาการต่างๆ ตามมาได้ เช่น เรติน่าดวงตาเสื่อมสภาพ ต่อกระจก มะเร็งผิวหนังได้ ประโยชน์ของหน้ากากเชื่อม แว่นตาเชื่อม 1.  ป้องกันสะเก็ดจากการเชื่อมเข้ามาที่ผิวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณตา 2.  ช่วยตัดแสงจากการเชื่อมให้เบาบางลงเมื่อแสงมากระทบที่ดวงตา 3.  ป้องกันระบบทางเดินหายใจ การใส่หน้ากากเชื่อมจะทำให้เราไม่ได้กลิ่นอะไรเวลาเชื่อม หน้ากากเชื่อม หรือแว่นตาเชื่อมมีประโยชน์กับช่างเชื่อมทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่อุปกรณ์เพื่อประดับบนใบหน้าเวลาทำงานเท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับสุขภาพผู้ใช้ด้วย ทั้งแสง ทั้งกลิ่น […]

ลวดเชื่อม ลวดเชื่อมไฟฟ้า เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งานเชื่อม

ลวดเชื่อม แบ่งออกได้เป็น 6 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่   1. ลวดเชื่อมธูป หรือ ลวดเชื่อมไฟฟ้าหุ้มฟลั๊กซ์ (Covered Welding Electrode) – เป็นลวดเชื่อมที่ด้านนอกจะมีสารเคลือบฟลั๊กซ์ (Flux) มีลักษณะคล้ายธูป ด้านในเป็นลวดโลหะ ซึ่งลวดโลหะมีอยู่หลายชนิด เช่น ลวดเชื่อมเหล็ก และ ลวดเชื่อมสแตนเลส สามารถเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับประเภทของชิ้นงานที่ต้องการเชื่อม เป็นลวดเชื่อมที่นิยมใช้งานกันมากในหมู่ช่างเชื่อม อุปกรณ์และเส้นลวดเชื่อมมีราคาไม่แพง มีหลายขนาดให้เลือกใช้งาน ตั้งแต่ 2.0 , 2.6 , 3.2 , 4.0 และ 5.0 2. ลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ (Flux Cored Wire) – เป็นลวดเชื่อมโลหะแบบเป็นม้วน ลวดมีแกนกลวงบรรจุด้วยสารพอกอยู่ภายในลวด ต่างจากลวดเชื่อมธูปไฟฟ้า (Welding Electrode) ที่สารพอกจะอยู่ภายนอกลวดเชื่อม ลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ (Flux Cored Wire) มีราคาค่อนข้างสูง แต่มีประสิทธิภาพสูง เชื่อมได้รวดเร็วและสวยงาม 3. ลวดเชื่อมมิก/แมก […]

Heat  treatment

การอบชุบ Heat  treatment  ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าการอบชุบเพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะ ไม่ได้หมายความถึงการชุบให้โลหะแข็งตัวเพื่อนำไปใช้งานอย่างเดียว  แต่จะมีความหมายคลุมไปถึงกรรมวิธีทุกอย่างที่ใช้ความร้อนเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะ  ดังนั้นการอบชุบจึงมีอยู่มากมายหลายวิธี  แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะที่สำคัญ ๆ เพื่อจะได้ทำให้เกิดคามเข้าใจถึงหลักการในการอบชุม การอบชุมเหล็กด้วยความร้อน  คือกระบวนการให้ความร้อนและลดความร้อนแก่เหล็กเพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กนั้นให้เหมาะสมกับสภาพที่จะนำไปใช้งาน  เช่น  ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น  เหนียวขึ้น  ต้านทานต่อการสึกหรอ  แข็งขึ้น  ต้านทานต่อแรงกระแทกเป็นต้น  บางครั้งการอบชุบเหล็กด้วยความร้อนจะทำให้เหล็กนั้นอ่อนลงเพื่อง่ายต่อการตบแต่งไสกลึง  การอบชุบเหล็กด้วยความร้อนจึงเป็นกรรมวิธีที่มีความสำคัญกรรมวิธีหนึ่ง  และใช้กันอย่างกว้างขวางในงานอุตสาหกรรมโลหะ  และเนื่องจากเหล็กกล้าเป็นโลหะที่ใช้กันมากในงานอุตสาหกรรมโลหะ  ซึ่งใช้ทำชิ้นส่วนของเครื่องจักร  เครื่องยนต์  เครื่องมือ  และอุปกรณ์ต่าง ๆ   Cr.picture = https://en.wikipedia.org/wiki/Heat_treating#/media/File:Heat-Treating-Furnace.jpg     คุณสมบัติของธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญเมื่อผสมลงไปในเหล็กที่ทำการอบชุบ คาร์บอน เป็นตัวที่สำคัญที่สุดที่จะต้องมีผสมอยู่ในเนื้อเหล็ก  มีคุณสมบัติทำให้เหล็กแข็ง  หลังจากผ่านกระบวนการอบชุบด้วยความร้อน  และใช้เป็นัวไล่ซัลเฟอร์ซึ่งเป็นตัวที่ไม่ต้องการในเนื่องเหล็กออกในขณะหลอมทำให้เหล็กชุบแข็งง่ายขึ้น  เนื่องจากเป็นตัวลดอัตราการเย็นตัว  ทำให้เหล็กทนทานแรงดึงได้มากขึ้นเพิ่มสัมประสิทธิ์การขยายตัวของเหล็กเมื่อถูกความร้อน  แต่จะลดคุณสมบัติในการเป็นตัวนำไฟฟ้าและความร้อน อะลูมิเนียม เป็นตัวที่นิยมใช้เป็นตัวไล่แก๊สมากที่สุด  ผสมเล็กน้อยในเหล็ก  ทำให้เนื้อละเอียดขึ้นใช้ผสมลงในเหล็กที่จะนำไปผ่านกระบวนการอบชุบแข็งโดยวิธีไนไต  ทั้งนี้เนื่องจากอะลูเนียมสามารถรวมตัวกับไนโตรเจนเป็นสารที่แข็งมาก  ใช้ผสมลงในเหล็กทนความร้อนบางชนิดเพื่อให้ต้านทานต่อการตกสะเก็ดได้ดีขึ้น โครเมียม ทำให้เหล็กอบชุบได้ง่ายขึ้น  เพราะลดอัตราการเย็นตัวลงอย่างมาก  สามารถชุบในน้ำมันหรืออากาศได้  เพิ่มความแข็งให้เหล็ก  […]

รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า

ในวิชาฟิสิกส์ รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (อังกฤษ: electromagnetic radiation) หมายถึงคลื่น (หรือควอนตัมโฟตอน) ของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ผ่านปริภูมิโดยพาพลังงานจากการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า โดยคลาสสิก รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเป็นการสั่นประสานของสนามไฟฟ้าและแม่เหล็กซึ่งแผ่ผ่านสุญญากาศด้วยความเร็วแสง การสั่นของสนามทั้งสองนี้ตั้งฉากกันและตั้งฉากกับทิศทางของการแผ่พลังงานและคลื่น ทำให้เกิดคลื่นตามขวาง แนวคลื่นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเปล่งจากแหล่งกำเนิดจุด (เช่น หลอดไฟ) เป็นทรงกลม ตำแหน่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถจำแนกลักษณะได้โดยความถี่ของการสั่นหรือความยาวคลื่น สเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้ามีคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสงที่มองเห็นได้ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์และรังสีแกมมา โดยเรียงความถี่จากน้อยไปมากและความยาวคลื่นจากมากไปน้อย[1] คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดเมื่ออนุภาคมีประจุถูกเร่ง แล้วคลื่นเหล่านี้จะสามารถมีอันตรกิริยากับอนุภาคมีประจุอื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพาพลังงาน โมเมนตัมและโมเมนตัมเชิงมุมจากอนุภาคแหล่งกำเนิดและสามารถส่งผ่านคุณสมบัติเหล่านี้แก่สสารซึ่งไปทำอันตรกิริยาด้วย ควอนตัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเรียก โฟตอน ซึ่งมีมวลนิ่งเป็นศูนย์ แต่พลังงานหรือมวลรวม (โดยสัมพัทธ์) สมมูลไม่เป็นศูนย์ ฉะนั้นจึงยังได้รับผลจากความโน้มถ่วง รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าสัมพันธ์กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านั้นซึ่งสามารถแผ่ตนเองได้โดยปราศจากอิทธิพลต่อเนื่องของประจุเคลื่อนที่ที่ผลิตมัน เพราะรังสีนั้นมีระยะห่างเพียงพอจากประจุเหล่านั้นแล้ว ฉะนั้น บางทีจึงเรียกรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าว่าสนามไกล ในภาษานี้สนามใกล้หมายถึงสนามแม่เหล็กไฟฟ้าใกล้ประจุและกระแสที่ผลิตมันโดยตรง โดยเจาะจงคือ ปรากฏการณ์การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิต ในทฤษฎีควอนตัมแม่เหล็กไฟฟ้า รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยโฟตอน อนุภาคมูลฐานซึ่งทำให้เกิดอันตรกิริยาแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งสิ้น ฤทธิ์ควอนตัมทำให้เกิดแหล่งรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่ม เช่น การส่งผ่านอิเล็กตรอนไประดับพลังงานต่ำกว่าในอะตอมและการแผ่รังสีวัตถุดำ โฟตอนความถี่สูงขึ้นจะมีพลังงานมากขึ้น ความสัมพันธ์นี้เป็นไปตามสมการของพลังค์ E = hν โดยที่ E คือ พลังงานต่อโปรตอน ν คือ ความถี่ของโฟตอน และ h คือ ค่าคงที่ของพลังค์ ตัวอย่างเช่น โฟตอนรังสีแกมมาหนึ่งโฟตอน อาจพาพลังงาน ~100,000 เท่าของโฟตอนหนึ่งโฟตอนของแสงที่มองเห็นได้ ผลของรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าต่อสารประกอบเคมีและสิ่งมีชีวิตขึ้นอยู่กับพลังงานและความถี่ของรังสี รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มองเห็นได้หรือความถี่ต่ำ (คือ แสงที่มองเห็นได้ อินฟราเรด ไมโครเวฟและคลื่นวิทยุ) เรียก รังสีไม่แตกตัวเป็นไอออน (non-ionizing radiation) เพราะโฟตอนของมันเดี่ยว ๆ ไม่มีพลังงานเพียงพอทำให้อะตอมหรือโมเลกุลกลายเป็นไอออน ผลของรังสีเหล่านี้ต่อระบบเคมีและเนื้อเยื่อมีชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากฤทธิ์ความร้อนจากการส่งผ่านพลังงานรวมของหลายโฟตอน ในทางตรงข้าม รังสีอัลตราไวโอเลต เอกซ์และแกมมาเรียก รังสีแตกตัวเป็นไอออน (ionizing radiation) […]

ข้อดีของการให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด

การให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดมีข้อดีดังต่อไปนี้ การให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดมีข้อดีดังต่อไปนี้ทำความร้อนและลดความร้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เตาอบไฟฟ้าที่ใช้รังสีอินฟราเรดสามารถทำความร้อนให้ผลิตภัณฑ์ได้ในเวลาไม่กี่วินาที เตามีขนาดเล็ก เนื่องจากการให้ความร้อนที่รวดเร็ว ทำให้ต้องการพื้นที่ว่างในเตาน้อยลง เป็นเตาที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการควบคุมอุณหภูมิในการให้ความร้อนที่แม่นยำ มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ค่าบำรุงรักษาต่ำ การประยุกต์ใช้งานการให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด การประยุกต์ใช้งานการให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด จะต้องพิจารณาถึงลักษณะของงานเป็นกรณีๆ ไป โดยมีปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาคือ ประเภทของวัสดุผลิตภัณฑ์ ขนาดของผลิตภัณฑ์ และช่วงความยาวคลื่นที่ใช้งาน โดยมีตัวอย่างลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย ได้แก่ การอบสี การอบผลิตภัณฑ์แป้ง การเคลือบภาชนะในการทำอาหาร การเคลือบสาร PVC บนผนัง  การอบแห้งผลิตภัณฑ์กระจกนิรภัย การอบหนัง การอบแห้งกระดาษ การอบสีและแลคเกอร์ การบัดกรี การทำให้หดตัวของโลหะ การเผากระเบื้อง เป็นต้น ประเภทของวัสดุผลิตภัณฑ์ ชนิดของวัสดุ และลักษณะของพื้นผิวจะมีการดูดซับรังสีอินฟราเรดที่ต่างกัน ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ขนาดของผลิตภัณฑ์ ขนาด (ความหนาแน่น) ของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ระยะเวลาการทำความความร้อนก็จะต่างกันด้วย ช่วงความยาวคลื่น คุณสมบัติของรังสีอินฟราเรดจะแตกต่างกันตามช่วงความยาวคลื่น โดยคลื่นอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นสั้น จะมีประสิทธิภาพในการทะลุทะลวงผ่านพื้นผิวหรือเนื้อของผลิตภัณฑ์ได้ลึกและใช้ระยะเวลาในการให้ความร้อนสั้นกว่า ในขณะที่คลื่นอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นยาวจะทะลุผ่านเข้าเนื้อผลิตภัณฑ์ได้น้อยกว่าและใช้ระยะเวลาในการให้ความร้อนนานกว่า ดังนั้นการให้ความร้อนโดยใช้รังสีอินฟราเรดคลื่นยาวจะเหมาะกับการให้ความร้อนจำเฉพาะบริเวณพื้นผิวของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การอบสี เป็นต้น   การให้ความร้อนโดยรังสีอินฟราเรด […]

เทคโนโลยีการให้ความร้อนโดยใช้รังสีอินฟราเรด (Infrared Heating)

  ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานความร้อนในกระบวนการผลิตเพื่อการแปรรูปสินค้า มีการใช้พลังงานความร้อนที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งการหลอม การอบ การต้ม การนึ่ง และรูปแบบอื่นๆ โดยมีแหล่งกำเนิดความร้อนมาจากเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของแต่ละอุตสาหกรรม สำหรับในกรณีการให้ความร้อนด้วยไฟฟ้าโดยทั่วไปมักจะใช้ตัวกำเนิดความร้อนที่เป็นขดลวดไฟฟ้า (Electric Heater) ซึ่งเป็นการส่งผ่านความร้อนจากแหล่งกำเนิดไปยังวัตถุหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องอาศัยตัวกลางในการนำความร้อน (Conduction) หรือพาความร้อน (Convection) ปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวกำเนิดความร้อนที่เป็นตัวปล่อยรังสีอินฟราเรด (Infrared Emitter) ซึ่งเป็นการให้ความร้อนโดยการแผ่รังสีความร้อน (Radiation) ที่ส่งผ่านความร้อนจากแหล่งกำเนิดไปยังวัตถุหรือผลิตภัณฑ์โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ทำให้โมเลกุลของวัตถุที่ได้รับรังสีอินฟราเรดเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดความร้อนขึ้นจากภายในเนื้อวัตถุ ซึ่งต่างจากการให้ความร้อนโดยการนำความร้อนหรือการพาความร้อนที่เป็นการให้ความร้อนจากพื้นผิวภายนอกของวัตถุและความร้อนจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปภายในเนื้อวัตถุ การให้ความร้อนโดยรังสีอินฟราเรดจะมีประสิทธิภาพในการให้ความร้อนสูงกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า ใช้ระยะเวลาสั้นกว่าและมีการสูญเสียความร้อนน้อยกว่า รังสีอินฟราเรด (Infrared : IR) หรือรังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 0.76-1000 um ซึ่งอยู่ในช่วงของแสงที่สายตามองไม่เห็นแต่สามารถรับรู้ถึงความร้อนที่เกิดขึ้นได้ โดยรังสีอินฟราเรดมีคุณสมบัติทางกายภาพเช่นเดียวกับคลื่นแสงที่ตามองเห็นได้ทุกประการ เช่น การหักเห การสะท้อน การดูดซับ หรือการส่องผ่านตัวกลาง  รังสีอินฟราเรดกับการให้ความร้อนในงานอุตสาหกรรม การประยุกต์ใช้งานรังสีอินฟราเรดในการให้ความร้อนไนงานอุตสาหกรรม สามารถแบ่งช่วงรังสีอินฟราเรดตามความยาวคลื่นออกได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ 1. รังสีอินฟราเรดช่วงคลื่นสั้น (Short-wavelength infrared : SWIR) […]

ประเภทของการเชื่อมโลหะ

  สมาคมการเชื่อมของอเมริกา ได้ให้คำจำกัดความกระบวนการการเชื่อมว่า “เป็นกระบวนการในการเชื่อมติดเนื้อวัสดุเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันโดยการให้ความร้อนกับวัสดุด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม อาจจะมีการใช้แรงดันร่วมด้วย หรือ อาจจะใช้แรงดันเพียงอย่างเดียว และอาจจะใช้สารตัวเติม/ ลวดเชื่อมด้วยก็ได้” ประเภทของการเชื่อมแบบต่างๆ 1. การเชื่อมอาร์ก (Arc welding) แบ่งได้ 8 ชนิด • การเชื่อมอาร์กคาร์บอน (CAW): เป็นกระบวนการเชื่อมที่ทำให้เกิดการรวมตัวของเนื้อโลหะโดยการให้ความร้อน ทั้งนี้ใช้การอาร์กระหว่างแท่งอิเล็กโทรดคาร์บอน กับตัวชิ้นงาน อาจจะใช้แรงดันกับลวดเชื่อมด้วยหรือไม่ก็ได้ นิยมใช้แบบแท่งคู่ • การเชื่อมอาร์กลวดใส้ฟลักซ์ (FCAW): เป็นกระบวนการที่ได้รับความร้อนจากการอาร์กระหว่างลวดเชื่อมที่มีฟลักซ์อยู่ในแกนกลางซึ่งป้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่องกับชิ้นงาน บริเวณอาร์กจะมีแก๊สและสแล็กปกคลุมแนวเชื่อมซึ่งเกิดจากการหลอมของฟลักซ์ ถ้าต้องการแนวเชื่อมที่มีคุณภาพ จะใช้แก๊สปกคลุมจากภายนอกมาช่วย เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ • การเชื่อมอาร์กโลหะแก๊สคลุม (GMAW): เป็นกระบวนการที่ได้รับความร้อนจากการอาร์กระหว่างลวดเชื่อมที่ป้อนเข้ามาแบบต่อเนื่องกับชิ้นงาน ทำให้ลวดเชื่อมและชิ้นงานบริเวณการอาร์กหลอมละลายรวมตัวกันเป็นแนวเชื่อม บริเวณการอาร์กจะได้รับการปกคลุมจากแก๊สที่จ่ายมาจากแหล่งกำเนิดภายนอก แบ่งออกตามชนิดของแก๊สคลุมได้ 2 ชนิด คือ การเชื่อมมิก (MIG : Metal Inert Gas) ใช้แก๊สเฉื่อย เช่น อาร์กอนหรือฮีเลียม หรือทั้งสองอย่างผสมกันมาใช้เป็นแก๊สปกคลุม […]